The Last Stand ด่านสุดท้าย พ่ายทุกราย เนื้อเรื่องของ เรย์ โอเว่นส์ (อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์) เจ้าหน้าที่ตารวจที่เคยปฏิบัติงานผิดพลาดในอดีต

The Last Stand

ซึ่งใน The Last Stand ถ้าให้พูดตรงสาระสำคัญจริงๆเลยคือ ตัวหนังไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าหนังการต่อสู้ดาดๆ เกลื่อนตลาดทั่วไป เรื่องนึงเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านตัวบท ที่ออกมาแสนธรรมดา แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นแบบแผนของผู้กำกับภาพยนตร์ที่พยายามจะให้ตัวหนังเป็นไป ด้วยการพยายามให้โทนของตัวหนังตลอดเรื่องอยู่ในอารมณ์ประมาณหนังแอ็คชั่นยุค 80 และ 90 ในสมัยที่พระเอก อาร์โนลด์ และ ผองเพื่อน กำลังโด่งดัง แถมเติมประสมประสานกลิ่นของความเป็น คาวบอย ตะวันตก เข้าไปอยู่มากในระดับนึง และผลลัพธุ์ที่ได้ออกมาของตัวหนังคือ มันทำให้คนที่เคยคลั่งไคล้หนังแอ็คชั่นในสมัยที่กล่าวไปข้างต้น จะรู้สึกสนุก และ มันส์ ได้โดยถ้าหากคุณเคยรับชมหนังของ อาร์โนลด์ จำพวก Commando , True Lies หรือแม้แต่ Eraser ก็ขอให้ลองนึกถึงฉากแอ็คชั่นเหล่านั่น และเพิ่มเติมความสดใหม่ของฉากการต่อสู้สมัยนี้สไตล์ The Fast and the Furious โดยเพิ่มเติมกลิ่นความเป็นคาวบอยจากหนังของ คลินท์ อีสต์วู้ด ลงไป คุณก็จะได้อารมณ์ความสนุกแบบที่ The Last Stand กำลังมอบให้ผู้ชม โดยอย่างที่บอกไปแล้วว่าในด้านของตัวบท และ ฉากการต่อสู้ อาจจะไม่ได้ออกมาลึกลับซับซ้อน หรือว่า น่าทึ่ง อะไรมากมาย แถมหนำซ้ำอาจจะทำให้คนดูหนังรุ่นใหม่ในสมัยนี้รู้สึกว่ามัน เชย และ ไม่มีอะไรแปลกใหม่มานำเสนอ ไม่เหมือนหนังการต่อสู้สมัยนี้เขาทำกัน แต่ถ้าหากใครที่เป็นแฟนหนังของ อาร์โนลด์ ในสมัยก่อนแล้วจะสัมผัสได้เลยว่า นี่แหละ คือการหวนคืนมาที่สมศักดิ์ศรี ของพระเอกนักบู๊ตลอดกาลเลยก็ว่าได้

เมืองโซเมอร์ตัน เมืองเล็กๆที่อยู่แถบเขตแดนแต่ในขณะที่ทุกๆอย่างในชีวิตของ เรย์ ดูเหมือนจะไปได้ดี ความสงบเรียบร้อยก็ถูกทำลายลงอีกครา เมื่อ กาเบรียล คอร์เตส ผู้สั่งการแก๊งค้ายารายเบิ้มแอบหนีออกมาจากเรือนจำพร้อมตัวประกัน และก็กาลังมุ่งหน้ามายังเมืองโซเมอร์ตัน ที่เป็นทางผ่านในการหลบหนีข้ามประเทศ เรย์ จึงตัดสินใจลุกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายให้จงได้ ก่อนที่มันจะผ่านเขาไปแบบไม่ตั้งตัว The Last Stand ชิ้นงานการคุมของ คิมจีวุน ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเกาหลี ที่เรื่องนี่เป็นชิ้นงานการโกอินเตอร์ชิ้นแรกของผู้กำกับภาพยนตร์ ที่บ้านเราคงจะรู้จักผู้กำกับภาพยนตร์คนนี้ก็จากเรื่อง A Tale of Two Sisters หรือ ตู้ซ่อนผี ส่วนใครที่เป็นขาท่องโลกอินเตอร์เน็ตหน่อย ก็อาจจะรู้จัก และ ติดอกติดใจผู้กำกับภาพยนตร์คนนี้ มาจากหนังล้างแค้นระห่ำอย่าง I Saw the Devil ที่ในผลงานโกอินเตอร์ชิ้นแรกของผู้กำกับภาพยนตร์ ก็เรียกได้ว่าเป็นคนที่เปลี่ยนแนวไปเรื่อยๆเลยจริงๆ เพราะในผลงานชิ้นใหม่นี่ เขาได้เลือกทำเป็นหนังแนว การต่อสู้ เต็มตัว หลังจากมีทั้ง ทริลเลอร์ , ตลก , สยองขวัญ และ ผจญภัย มาแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ผู้กำกับภาพยนตร์ คิมจีวุน แกเลือกทำในแนวการต่อสู้ดาดๆแบบนี้เป็นเพราะสมัยก่อนตัวผู้กำกับภาพยนตร์เองนั่น ชื่นชอบหนังแนว คาวบอย ตะวันตก เป็นอย่างมาก กับการที่เห็นได้จากลีลาการกำกับใน The Good, Bad

21 & Over แก๊งเหล้า เมาค้างคา งานการกำกับของ จอห์น ลูคัส และ สก๊อตต์ มัวร์ 2 มือเขียนบทจาก The Hangover และ The Change-Up ที่ก้าวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ครั้งแรก

2 มือเขียนบทดังกล่าว ก็อยากจะขอก้าวเดินตามรอย The Hangover ของตนเองด้วยเช่นกัน เพียงแต่ขอลดเรื่องลงมาให้อยู่ในวัยมหาลัยแทน พร้อมกับเล่นเดิมตามสูตรหนังแนวโร้ด มูฟวี่ เด็กวัยรุ่นตลอดทาง และปิดท้ายที่ด้วยข้อคิด คำคม ที่เก็บให้คนดูเอาไปไตร่ตรองตามฟอร์ม ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับหนังสูตรสักเท่าไหร่นัก ถ้าหากมันยังคงทำออกมาได้สนุก และ เรียกเสียงหัวเรอะ ให้กับคนดูได้อยู่ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่กับใน 21 & Over ที่ถือได้ว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่มีวัตถุดิบเกือบจะเพรียบพร้อมแทบทุกสิ่งสรรพ แต่กลับถ่ายทอดมันออกมาผิดด้าน ผิดไดอะล็อก จนน่าผิดหวัง เริ่มตั้งแต่การดำเนินเรื่องที่ตัดต่อ รวบรับ รวดเร็ว เพื่อให้เข้าไปกับตัวเรื่องได้อย่างแนบแน่น แถมมันยังเต็มไปด้วยสภาพการณ์ที่น่าจะทำออกมาได้สนุก ไม่ว่าจะเป็นการต้องผ่านด่านเพื่อให้ไปถึงตึกบนชั้นสูงสุด , บุกเข้าหอหญิงอึ๋ม หรือแม้แต่ป่วนงานปาร์ตี้ ที่ทั้งหมดตัวเหตุการณ์มันก็พร้อมที่จะให้ผู้กำกับนั้นได้เล่นมุกน่าขำขันใต้สะดือกันเป็นการใหญ่ รวมไปถึงท่าทางห่ามๆ ของตัวแสดงด้วยเช่นกัน

แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร อะไรมาอย่างไร ผู้กำกับภาพยนตร์จึงไม่สามารถทำบทหนังของตัวเองออกมาให้มีอารมณ์ขันได้เท่ากับตอนเอาบทของตนเองไปให้คนอื่นทำ ส่วนนึงคงเพราะการใส่มุกตลกผิดช่วง สถานการณ์ผิดเวลา และ ความน่ารำคาญใจของตัวแสดงในแบบที่มากเกินงาม ไล่กันไปถึงข้อเสนอแนะ ของหนัง ที่ยิ่งเหมือนเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งตอกย้ำ และกลายเป็นแนะนำจากความประพฤติของตัวแสดงไปในตัวว่า วัยรุ่นสมัยนี้ควรใช้ชีวิต เวลาทั้งหมดอยู่กับเพื่อนพ้อง อยู่กับชีวิต มากเกินกว่าจะไปหาความรู้เพื่อเอาไปประกอบอาชีพในภายภาคหน้า ซึ่งถ้าหนังนำเสนอสิ่งนี้ในแบบ ความจริง 50% และมุมมองของวัยรุ่นอีก 50% ก็จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างมีเหตุผลรองรับ ถึงจะออกมาเปิ่นๆคล้ายเรื่อง Accepted แต่ใน 21 & over กลับเสนอในมุมมองของวัยรุ่นทั้งหมด 100% จึงกลายเป็นเหมือนว่าในที่สุดแล้วตัวหนังมันให้ข้อคิดปิดท้ายกับคนดูที่ดูเหมือนจะยิ่งส่งผลร้ายต่อความคิดของวัยรุ่นบางกลุ่มมากกว่า แต่ก็อย่างว่า ในเมื่อนี่มันคือหนังตลก คนดูส่วนใหญ่ก็ต้องการความรื่นเริงใจที่ไร้สิ่งหนักสมองให้กลับมาคิดเป็นภาระ และก็ดูเหมือน 21 & over น่าจะทำหน้าที่นั่นให้กับคุณได้ ถึงแม้อาจจะไม่ฮาเท่ากับผลงานการเขียนเก่าอย่าง The Hangover

Snitch ยอดคนธรรมดา ท้อไม่เป็น สาวก เดอะร็อค ห้ามพลาดก่อนจะถึงหนังแอ็คชั่นสุดมันส์ที่ป๋า ร็อค แกจะได้เป็นผู้แสดงนำ และ ตัวประกอบ อย่าง G.I.Joe 2 และ Fast & Furious 6

snitch

ทุกท่านอาจจะเคยเห็นภาพยนตร์การต่อสู้ ที่ปะหัวตัวเองไว้ว่า สร้างจากสถานการณ์จริง แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ตัวภาพยนตร์เหล่านั้นต่างนำเสนอ ก็เห็นจะเพิ่มสี แต่งกลิ่น ให้กับเหตุการณ์จนเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตกลงแล้วส่วนไหนที่ตัวภาพยนตร์บอกว่า สร้างสรรค์จากสถานการณ์จริง กันแน่ เพราะทุกอย่างทั้งมวลมันดูแลเป็นหนังไปหมด ว่าแล้วดูเหมือนผกก.ของ Snitch จะทำการบ้านมาดี ด้วยการเดินเรื่อง พยายามยึดตามหลักของ เหตุการณ์จริงแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สถานการณ์บีบคั้น ฉากแอ็คชั่นที่ดูไม่เว่อเกินเหตุ หรือแม้แต่ตัวดาราก็ตาม และผลของมันที่ออกมาก็ถือได้ว่ามีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย ในการยึดตามหลักความเป็นจริงของสถานการณ์ที่ตัวภาพยนตร์ยืมมาทำ โดยในข้อดีของตัวภาพยนตร์ที่ต้องขอเคารพนับถือคือ การที่ตัวภาพยนตร์สามารถสร้างน้ำ สร้างเนื้อ ให้กับนักแสดงทั้งหลาย ดูแล้วรู้สึกว่า ‘เออ เอ็งเป็นคนปกติธรรมดา ไม่ใช่วีรบุรุษผู้เก่งกล้ามาจากไหน’ แม้แต่กระทั่ง เดอะ ร็อค ที่เรื่องนี้ต้องใช้ฝีมือการแสดง มากกว่าแสดงความสามารถพละกำลังแบบภาพยนตร์การต่อสู้ตลาดเรื่องก่อนๆ และบทสรุปของสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าออกมาค่อนข้างโอเคพอสมควรเลยทีเดียว เพราะเมื่อการที่ตัวภาพยนตร์ไม่ได้มีฉากที่เว่อจนเกินเหตุ จึงทำให้หลายๆฉากในการแฝงตัวเข้าไปสืบสวนของ ตัวละครเอก สามารถสร้างสภาวการณ์ที่บีบคั้นได้ในประมาณนึง และการชี้ให้เห็นในบทดราม่าของ เดอะ ร็อค ก็ดูไม่แย่ไปซะทีเดียวเลยด้วยเช่นกัน จนทำให้เมื่อทั้ง สภาวการณ์ นักแสดง และ การแสดง ที่ออกมันจึงดูแล้วรู้สึกจริง สามารถจับต้องความเป็นผู้เป็นคนได้ แบบที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่แปะหัวว่า สร้างจากสถานการณ์จริง ทำได้ดีเท่านี้สักเท่าไหร่นัก

ป๊ะป๋าที่ลูกชายถูกกล่าวหาว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผิดกฏหมายและกลาย เป็นแพะรับบาปรับโทษจำคุกถึง 10 ปี เขาหวังพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกชายจึงอาสาเข้าไปเป็นสายใน ขบวนการค้ายาให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เพื่อสาวไปถึงตัวต้นเหตุที่แท้จริง ชีวิตที่ต้องเสี่ยงชีวิตต่อการถูกจับได้ โดยที่เขาเองก็ไม่เคยถูกเตรียมพร้อมมารับมือกับสถานการณ์ร้ายแรงที่ผิดพลาดเพียง นิดก็อาจหมายความถึงชีวิต สร้างจากเรื่องจริงของปฏิบัติการณ์ล้างบางเจ้าพ่อค้ายาที่ลือกระฉ่องอเมริกา ฮีโร่ติดดินผู้บ้าเหนือนรก Snitch กำกับการแสดงโดย ริค โรแมน วอห์น ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ก้าวจากการเคยเป็นสตันท์ มากำกับหนังแทน โดยหลังจากในปี 2008 เขาเคยโหมโรงของเขาด้วยภาพยนตร์ทุนต่ำ แต่คำวิพากษ์วิจารณ์ออกมาค่อนข้างดีกันไปแล้วกับ Felon ที่คราวนั้นได้ วาล คิมเมอร์ มาร่วม และในครั้งนี้เขากลับมาพร้อมกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่ได้ เดอะ ร็อค มารับบทเป็น ป๊ะป๋ายอดนักรบ


| เครื่องสำอาง | เสื้อผ้าแฟชั่น | n3k.in.th | เกมส์ออนไลน์ | ดูหนัง | ร้านดอกไม้ | นกกรงหัวจุก | personalized party favors | ข่าวอุตสาหกรรม | สินค้าอุตสาหกรรม | ตู้แช่ |